Pages

Wednesday, June 24, 2020

MTC ยังต้องกังวล"หนี้เสีย- ลดเพดานดอกเบี้ย"หรือไม่? - efinanceThai

apakabarharus.blogspot.com
MTC ยังต้องกังวล"หนี้เสีย- ลดเพดานดอกเบี้ย"หรือไม่?

หุ้นเด่นวันนี้

MTC ยังต้องกังวล

MTC ยังโดนเทขายต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แม้ราคาหุ้นควรจะซึมซับประเด็นมาตรการ ธปท. ไปแล้ว นอกจากนี้ผลกระทบด้านเพดานดอกเบี้ยก็ไม่ใช่ปัญหากับ MTC ด้วย ดังนั้นจึงเหลือเพียงประเด็นกังวลแนวโน้ม NPL ขึ้นมาแทน แต่จริงๆ แล้วหนี้เสียของ MTC จะเป็นตัวร้ายกดผลประกอบการปีนี้จริงหรือ?


*** ราคาหุ้น MTC ดิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 3


ราคาหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC วันทำการล่าสุด(23 มิ.ย. 63)ดิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยทำจุดต่ำสุดของวันและปิดตลาดในระดับเดียวกันไปที่ 52.75 บาท ลดลง 1 บาท หรือ -1.86% มูลค่าการซื้อขาย 669 ล้านบาท


สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น MTC เริ่มดิ่งต่อเนื่องก็คือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ออกมาประกาศมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่สอง เริ่มต้นตั้งแต่ 1 ส.ค. 63 เป็นต้นไป โดยให้ลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็น 16% ต่อปี (เดิม 18%), ของสินเชื่อบัตรกดเงินสดลดเป็น 26% ต่อปี (เดิม 28%), ของสินเชื่อส่วนบุคคลลดเป็น 25% ต่อปี (เดิม 28%) และของสินเชื่อจำนำลดเป็น 24% ต่อปี (เดิม 28%)


ซึ่งประเด็นนี้ยังคงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอยู่ แม้ราคาหุ้นควรรับข่าวไปจนหมดแล้วก็ตาม


*** MTC ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ลดดอกเบี้ย


หากจะให้เคลียร์กันชัดๆ ก็คือ MTC ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้เลย เพราะที่ผ่านมาคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการกู้กับลูกหนี้เพิ่มเติม
 

โดยที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า  MTC ถูกกระทบจากมาตรการใหม่น้อยที่สุด โดยปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล 25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับเพดานใหม่ที่ธปท.กำหนดอยู่แล้ว และคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำ 21% ต่อปี ต่ำกว่าเพดานใหม่ที่ 24% ต่อปี และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการกู้กับลูกหนี้ด้วย


นอกจากนี้ประเด็นลดดอกเบี้ยเองก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะต้องตกใจ เพราะราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงมาก่อนหน้าแล้ว โดยบล.เคทีบี ระบุว่า ด้านราคาหุ้นที่ปรับตัว Underperform SET ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คาดได้สะท้อนแนวโน้มที่ ธปท. จะเข้ามาควบคุมสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นแล้ว


*** NPL อาจไม่พุ่ง และการตั้งสำรองอาจต่ำกว่าคาด


อีกความกังวลที่ครอบงำหุ้น MTC อยู่ก็คือแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาหุ้นกลุ่มบริหารสินทรัพย์ (JMT, CHAYO) ที่ปรับตัวขึ้นแซงตลาดหุ้นด้วยแล้ว ยิ่งตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของปัญหานี้เสียได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับ MTC ก็อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด


บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า แนวโน้ม NPL ของ MTC มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นแต่ประเมินว่าจะอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ ส่วนการตั้งสำรองหนี้น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้บริษัทมีการจัดชั้นลูกหนี้ใหม่ ซึ่งลูกหนี้ที่เข้าโครงการช่วยเหลือในไตรมาส 2/63 จะกลายเป็นหนี้ปกติ  ส่วนการตั้งสำรองที่เคยตั้งไว้ก่อนหน้าก็นำมาใช้กับ NPL ก้อนอื่นแทน ซึ่งรวมแล้วจะทำให้การตั้งสำรองอาจจะต่ำกว่าระดับ 80 - 100 bps ซึ่งเป็นระดับที่ผู้บริหารเคยให้วางกรอบเอาไว้ก่อนหน้า


บล.บัวหลวง ระบุว่า NPL ของ MTC อยู่ที่เพียง 1.18% ในปลายเดือนมี.ค. 63 ด้วยอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Coverage Ratio)ที่ 201% ธุรกิจ finco ช่วยบรรเทาความเสี่ยงของการขาดทุนของสินเชื่อโดยกำหนดมูลค่าหลักประกันของสินเชื่อ/ตลาดไว้ที่ต่ำกว่า 50% และการติดตามเก็บหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผิดนัดชำระหนี้ MTC จะยึดสินทรัพย์และขายต่อไป บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมไว้ไม่เกินกว่า 2% ณ สิ้นปี 63 แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีลูกค้าที่กู้สินเชื่อเพียงส่วนน้อยที่ขอเลื่อนการชำระหนี้ออกไป (ภายใต้นโยบายช่วยเหลือผู้ที่ได้ผลกระทบจากโควิด-19 ของธปท.)


เราคาดการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯในปีนี้จะอยู่ที่ 450 ล้านบาท ซึ่งลดลง 19% YoY เนื่องจากนโยบายการผ่อนผันการปรับโครงสร้างหนี้ของ ธปท. และ 550 ล้านบาทในปี 64 เพิ่มขึ้น 22% YoY ตามทิศทางของสินเชื่อที่เติบโตแข็งแกร่ง ในช่วงไตรมาส1/63 การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯรวมอยู่ที่เพียง 62 ล้านบาท ลดลง 47% YoY การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯของ MTC ที่อาจลดลงในปี 63 กว่าคาดการของเราจะเป็นอัพไซต์ต่อประมาณการกำไรปี 63 และ 64


*** กำไร Q2/63 ยังโตได้ดี YoY ปี 63 - 64 โตต่อ


ในไตรมาส 2/63 ซึ่งเป็นจุดพีคสุดของผลกระทบโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจเจ็บหนักถึงขั้นขาดทุน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า MTC จะสามาถผลักดันกำไรเติบโตแบบ YoY ได้อยู่


บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ไว้ที่ 1.2 พันล้านบาท (+20.4% YoY, -0.7%QoQ) โดยการเติบโต YoY มาจากรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และต้นทุนการเงินลดลง แต่การอ่อนลง QoQ เพราะตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยทรงตัว เช่นเดียวกับสินเชื่อและสเปรดที่คาดว่าจะทรงตัว QoQ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวหลังมีโควิด-19 (แต่โตได้ +15% YoY)


อย่างไรก็ตามการขยายสาขายังคงเป็นไปตามแผน โดยในไตรมาส 2/63 ถึงปัจจุบันมีสาขาเปิดใหม่ 274 แห่ง ทำให้มีสาขาทั้งหมดแล้ว 4,568 แห่ง เทียบกับเป้าหมายสาขาในสิ้นปี 63 ที่ 4,700 แห่ง


ขณะที่บล.เอเซีย พลัส มองกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ไว้ที่ระดับเดียวกัน 1.2 พันล้านบาท โดยแนวโน้ม Cost to Income ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 49% จาก 48% ในไตรมาสก่อน และคาด Credit Cost จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.5% จาก 0.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วน NPL จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาที่ 1.19%


ทั้งนี้คงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 - 64 เอาไว้เติบโต 12.2% YoY และ 19.3% YoY จากคาดการณ์สินเชื่อสุทธิเติบโตที่ 15.3% และ 20% ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขาต่อเนื่องและความต้องการใช้เงินมากขึ้นมาช่วงครึ่งหลังของปี 63 


*** โบรกฯ จัดขึ้น Top Pick


หลังจากราคาหุ้น MTC โดนกระหน่ำเพราะมาตรการธปท. แม้พื้นฐานบริษัจะไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้เท่าไหร่ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เริ่มหันมายก MTC เป็น Top Pick มาขึ้น 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสม(บ.)
เอเซีย พลัส ถือ 53
ไทยพาณิชย์ ถือ 53
ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซื้อ 58
เคทีบี ซื้อ 63
บัวหลวง ซื้อ 68
ทิสโก้ ซื้อ 69


แม้ราคาหุ้นจะอึมครึมเพราะประเด็นปรับลดอัตราดอกเบี้ย และ NPL มาหลายวันแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นไม่ได้ปรับลดลงมามากนัก หากเทียบกับกลุ่มธนาคาร เพราะได้รับผลกระทบน้อยกว่านั่นเอง ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการหาจังหวะเข้าซื้อ ก็อาจต้องรอดูท่าทีตลาดให้ดีว่าจะยังกังวลประเด็นนี้จนทำให้ราคาอ่อนตัวไปได้แค่ไหน? 

ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม


Let's block ads! (Why?)


June 24, 2020 at 09:28AM
https://ift.tt/3exoYBO

MTC ยังต้องกังวล"หนี้เสีย- ลดเพดานดอกเบี้ย"หรือไม่? - efinanceThai
https://ift.tt/2WNXmBW
Home To Blog

No comments:

Post a Comment