MTC ยังโดนเทขายต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แม้ราคาหุ้นควรจะซึมซับประเด็นมาตรการ ธปท. ไปแล้ว นอกจากนี้ผลกระทบด้านเพดานดอกเบี้ยก็ไม่ใช่ปัญหากับ MTC ด้วย ดังนั้นจึงเหลือเพียงประเด็นกังวลแนวโน้ม NPL ขึ้นมาแทน แต่จริงๆ แล้วหนี้เสียของ MTC จะเป็นตัวร้ายกดผลประกอบการปีนี้จริงหรือ?
*** ราคาหุ้น MTC ดิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
ราคาหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC วันทำการล่าสุด(23 มิ.ย. 63)ดิ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยทำจุดต่ำสุดของวันและปิดตลาดในระดับเดียวกันไปที่ 52.75 บาท ลดลง 1 บาท หรือ -1.86% มูลค่าการซื้อขาย 669 ล้านบาท
สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น MTC เริ่มดิ่งต่อเนื่องก็คือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ออกมาประกาศมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่สอง เริ่มต้นตั้งแต่ 1 ส.ค. 63 เป็นต้นไป โดยให้ลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็น 16% ต่อปี (เดิม 18%), ของสินเชื่อบัตรกดเงินสดลดเป็น 26% ต่อปี (เดิม 28%), ของสินเชื่อส่วนบุคคลลดเป็น 25% ต่อปี (เดิม 28%) และของสินเชื่อจำนำลดเป็น 24% ต่อปี (เดิม 28%)
ซึ่งประเด็นนี้ยังคงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอยู่ แม้ราคาหุ้นควรรับข่าวไปจนหมดแล้วก็ตาม
*** MTC ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ลดดอกเบี้ย
หากจะให้เคลียร์กันชัดๆ ก็คือ MTC ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้เลย เพราะที่ผ่านมาคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการกู้กับลูกหนี้เพิ่มเติม
โดยที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า MTC ถูกกระทบจากมาตรการใหม่น้อยที่สุด โดยปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล 25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับเพดานใหม่ที่ธปท.กำหนดอยู่แล้ว และคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำ 21% ต่อปี ต่ำกว่าเพดานใหม่ที่ 24% ต่อปี และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการกู้กับลูกหนี้ด้วย
นอกจากนี้ประเด็นลดดอกเบี้ยเองก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะต้องตกใจ เพราะราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงมาก่อนหน้าแล้ว โดยบล.เคทีบี ระบุว่า ด้านราคาหุ้นที่ปรับตัว Underperform SET ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คาดได้สะท้อนแนวโน้มที่ ธปท. จะเข้ามาควบคุมสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นแล้ว
*** NPL อาจไม่พุ่ง และการตั้งสำรองอาจต่ำกว่าคาด
อีกความกังวลที่ครอบงำหุ้น MTC อยู่ก็คือแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาหุ้นกลุ่มบริหารสินทรัพย์ (JMT, CHAYO) ที่ปรับตัวขึ้นแซงตลาดหุ้นด้วยแล้ว ยิ่งตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของปัญหานี้เสียได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับ MTC ก็อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า แนวโน้ม NPL ของ MTC มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นแต่ประเมินว่าจะอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ ส่วนการตั้งสำรองหนี้น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้บริษัทมีการจัดชั้นลูกหนี้ใหม่ ซึ่งลูกหนี้ที่เข้าโครงการช่วยเหลือในไตรมาส 2/63 จะกลายเป็นหนี้ปกติ ส่วนการตั้งสำรองที่เคยตั้งไว้ก่อนหน้าก็นำมาใช้กับ NPL ก้อนอื่นแทน ซึ่งรวมแล้วจะทำให้การตั้งสำรองอาจจะต่ำกว่าระดับ 80 - 100 bps ซึ่งเป็นระดับที่ผู้บริหารเคยให้วางกรอบเอาไว้ก่อนหน้า
บล.บัวหลวง ระบุว่า NPL ของ MTC อยู่ที่เพียง 1.18% ในปลายเดือนมี.ค. 63 ด้วยอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(Coverage Ratio)ที่ 201% ธุรกิจ finco ช่วยบรรเทาความเสี่ยงของการขาดทุนของสินเชื่อโดยกำหนดมูลค่าหลักประกันของสินเชื่อ/ตลาดไว้ที่ต่ำกว่า 50% และการติดตามเก็บหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผิดนัดชำระหนี้ MTC จะยึดสินทรัพย์และขายต่อไป บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมไว้ไม่เกินกว่า 2% ณ สิ้นปี 63 แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีลูกค้าที่กู้สินเชื่อเพียงส่วนน้อยที่ขอเลื่อนการชำระหนี้ออกไป (ภายใต้นโยบายช่วยเหลือผู้ที่ได้ผลกระทบจากโควิด-19 ของธปท.)
เราคาดการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯในปีนี้จะอยู่ที่ 450 ล้านบาท ซึ่งลดลง 19% YoY เนื่องจากนโยบายการผ่อนผันการปรับโครงสร้างหนี้ของ ธปท. และ 550 ล้านบาทในปี 64 เพิ่มขึ้น 22% YoY ตามทิศทางของสินเชื่อที่เติบโตแข็งแกร่ง ในช่วงไตรมาส1/63 การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯรวมอยู่ที่เพียง 62 ล้านบาท ลดลง 47% YoY การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯของ MTC ที่อาจลดลงในปี 63 กว่าคาดการของเราจะเป็นอัพไซต์ต่อประมาณการกำไรปี 63 และ 64
*** กำไร Q2/63 ยังโตได้ดี YoY ปี 63 - 64 โตต่อ
ในไตรมาส 2/63 ซึ่งเป็นจุดพีคสุดของผลกระทบโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจเจ็บหนักถึงขั้นขาดทุน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า MTC จะสามาถผลักดันกำไรเติบโตแบบ YoY ได้อยู่
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ไว้ที่ 1.2 พันล้านบาท (+20.4% YoY, -0.7%QoQ) โดยการเติบโต YoY มาจากรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และต้นทุนการเงินลดลง แต่การอ่อนลง QoQ เพราะตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยทรงตัว เช่นเดียวกับสินเชื่อและสเปรดที่คาดว่าจะทรงตัว QoQ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวหลังมีโควิด-19 (แต่โตได้ +15% YoY)
อย่างไรก็ตามการขยายสาขายังคงเป็นไปตามแผน โดยในไตรมาส 2/63 ถึงปัจจุบันมีสาขาเปิดใหม่ 274 แห่ง ทำให้มีสาขาทั้งหมดแล้ว 4,568 แห่ง เทียบกับเป้าหมายสาขาในสิ้นปี 63 ที่ 4,700 แห่ง
ขณะที่บล.เอเซีย พลัส มองกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ไว้ที่ระดับเดียวกัน 1.2 พันล้านบาท โดยแนวโน้ม Cost to Income ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 49% จาก 48% ในไตรมาสก่อน และคาด Credit Cost จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.5% จาก 0.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วน NPL จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาที่ 1.19%
ทั้งนี้คงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 - 64 เอาไว้เติบโต 12.2% YoY และ 19.3% YoY จากคาดการณ์สินเชื่อสุทธิเติบโตที่ 15.3% และ 20% ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขาต่อเนื่องและความต้องการใช้เงินมากขึ้นมาช่วงครึ่งหลังของปี 63
*** โบรกฯ จัดขึ้น Top Pick
หลังจากราคาหุ้น MTC โดนกระหน่ำเพราะมาตรการธปท. แม้พื้นฐานบริษัจะไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้เท่าไหร่ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เริ่มหันมายก MTC เป็น Top Pick มาขึ้น
| บล. |
คำแนะนำ |
ราคาเหมาะสม(บ.) |
| เอเซีย พลัส |
ถือ |
53 |
| ไทยพาณิชย์ |
ถือ |
53 |
| ดีบีเอส วิคเคอร์ส |
ซื้อ |
58 |
| เคทีบี |
ซื้อ |
63 |
| บัวหลวง |
ซื้อ |
68 |
| ทิสโก้ |
ซื้อ |
69 |
แม้ราคาหุ้นจะอึมครึมเพราะประเด็นปรับลดอัตราดอกเบี้ย และ NPL มาหลายวันแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าราคาหุ้นไม่ได้ปรับลดลงมามากนัก หากเทียบกับกลุ่มธนาคาร เพราะได้รับผลกระทบน้อยกว่านั่นเอง ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการหาจังหวะเข้าซื้อ ก็อาจต้องรอดูท่าทีตลาดให้ดีว่าจะยังกังวลประเด็นนี้จนทำให้ราคาอ่อนตัวไปได้แค่ไหน?
No comments:
Post a Comment